Forex Trading คืออะไร? คู่มือฉบับย่อสำหรับมือใหม่เริ่มต้นทำกำไร

BY TIOmarkets (ไทยi)

|มกราคม 13, 2569

Forex คือตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับสากล หากปราศจากตลาดนี้ การค้าขายทั่วโลกคงต้องหยุดชะงัก นี่คือพลังของตลาด Forex ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน

คุณอาจเคยได้ยินคำว่า Forex มาบ้าง แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร หรือทำไมถึงสำคัญ บางทีคุณอาจเคยคิดอยากลงทุน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ Forex Trading อย่างทะลุปรุโปร่ง ช่วยคุณตัดสินใจว่าการลงทุนนี้เหมาะกับคุณหรือไม่ พร้อมแนะนำกลยุทธ์เริ่มต้นสำหรับมือใหม่ ติดตามอ่านคู่มือฉบับสมบูรณ์นี้ได้เลย

Forex คืออะไร?

Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange (บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า FX) คือกระบวนการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหนึ่งไปเป็นอีกสกุลเงินหนึ่ง หากคุณเคยเดินทางไปต่างประเทศและแลกเงินบาทเป็นเงินท้องถิ่น นั่นแหละคือการทำธุรกรรม Forex

แต่ Forex Trading หรือ การเทรด Forex นั้นต่างกันตรงที่คุณไม่ต้องเดินทางไปไหน ตลาดนี้เป็นแบบ Decentralized หรือกระจายศูนย์ ไม่มีสถานที่ตั้งหรือเจ้าของคนใดคนหนึ่ง ทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำการ

เมื่อตลาดฝั่งหนึ่งปิด อีกฝั่งหนึ่งก็เปิด ด้วยความแตกต่างของโซนเวลาทั่วโลก ทำให้ตลาด Forex แทบไม่มีวันหยุดพัก และนี่คือเสน่ห์ที่ดึงดูดนักลงทุนจำนวนมหาศาล

ประวัติย่อของตลาด Forex

การแลกเปลี่ยนเงินตรามีมานานหลายศตวรรษ แต่ตลาด Forex ยุคใหม่ที่เราคุ้นเคยเพิ่งถือกำเนิดขึ้นไม่นานนี้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการจัดตั้งระบบ Bretton Woods ซึ่งกำหนดให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐผูกติดกับทองคำ และสกุลเงินอื่นๆ ผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐอีกที

ระบบนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพได้ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโตขึ้น ระบบนี้ก็ล้าสมัย ในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิกข้อตกลง Bretton Woods นำไปสู่ระบบ "อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว" (Free-floating) ที่ยอมให้ค่าเงินผันผวนตามกลไกตลาด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตลาด Forex เสรีที่เราเห็นในปัจจุบัน

ข้อดีและข้อเสียของการเทรด Forex

ทำไมคุณถึงต้องเทรดฟอเร็กซ์มาดูข้อดีและข้อเสียไปพร้อมกันเลย

ข้อดี

  • เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง: ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หรือว่างเวลาใด คุณก็สามารถเทรดได้
  • ความโปร่งใส: ตลาดแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ช่วยลดความเสี่ยงจากการปั่นราคาหรือข้อมูลวงใน (Insider Info)
  • เข้าถึงง่าย: เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ใครๆ ก็เทรดได้ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์
  • สภาพคล่องสูง: เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคู่เงินให้เลือกเทรดมากมาย
  • ใช้ทุนต่ำ: คุณสามารถเริ่มต้นเทรดและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย (เช่น เริ่มต้นที่ $100) ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยง

ข้อเสีย

  • ความผันผวนสูง: แม้จะมีสภาพคล่องสูง แต่ราคาก็เหวี่ยงแรงได้เช่นกัน
  • ความเสี่ยง: เนื่องจากตลาดมีการกระจายศูนย์ การกำกับดูแลอาจเข้มงวดน้อยกว่าตลาดอื่นๆ
  • ต้องใช้ความรู้: การจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยความรู้ทั้งเรื่องกราฟ ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ และข่าวสารรอบโลก
  • ไม่มีเงินปันผล: กำไรมาจากการซื้อขายส่วนต่างราคาเท่านั้น ไม่มีการจ่ายปันผลเหมือนหุ้น

ประเภทของคู่เงิน

การเทรด Forex นั้นทำงานผ่านระบบ "คู่สกุลเงิน" (Currency Pairs) เสมอ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่:

  1. Major Pairs (คู่เงินหลัก)
  2. Minor Pairs (คู่เงินรอง)
  3. Exotic Pairs (คู่เงินเกิดใหม่/คู่เงินแปลก)

ในทุกคู่เงินจะประกอบด้วย 2 สกุลเงินเสมอ:

  • Base Currency (สกุลเงินหลัก): คือสกุลเงินตัวแรก ซึ่งเป็นสกุลเงินที่คุณต้องการ "ซื้อ"
  • Quote Currency (สกุลเงินรอง): คือสกุลเงินตัวที่สอง ซึ่งเป็นสกุลเงินที่คุณต้อง "ขาย" เพื่อนำไปแลกซื้อสกุลเงินหลักนั้นมา

ตัวอย่างเช่น พิจารณาคู่เงิน EUR/USD Base Currency คือ เงินยูโร (Euro) และ Currency คือ เงินดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar) ในการเทรดคู่นี้ คุณกำลังขายเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อไปซื้อเงินยูโร

EUR/USD คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Major Pair คู่เงินกลุ่มนี้มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นที่สุดในโลก (สภาพคล่องสูงที่สุด) จุดสังเกตคือ Major Pairs จะต้องมี เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นส่วนประกอบเสมอ โดยจับคู่กับสกุลเงินหลักอื่นๆ ของโลก ตัวอย่างเช่น USD/JPY, GBP/USD และ USD/CHF

ในส่วนของ Minor Pairs คู่เงินรอง คือคู่สกุลเงินหลักที่จับคู่กันเองโดย ไม่มี ดอลลาร์สหรัฐ (USD) เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น EUR/GBP และ GBP/JPY ข้อควรระวัง Minor Pairs มักจะมีค่าสเปรด (Spread) ที่กว้างกว่าคู่เงินหลักเล็กน้อย

กลุ่มสุดท้ายคือ Exotic Pairs ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำกว่าและมีค่าสเปรดกว้างกว่าคู่เงินประเภทอื่น ประกอบด้วยสกุลเงินหลัก 1 สกุล จับคู่กับสกุลเงินของ ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งประเทศเหล่านี้ถูกพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น GDP และปริมาณการส่งออก ตัวอย่างเช่น USD/MXN (เปโซเม็กซิโก), USD/THB (บาทไทย) และ EUR/CZK (โครูนาเช็ก)

แม้จะมีความผันผวนสูงและไม่มั่นคงเท่ากับคู่ Major หรือ Minor แต่ Exotic Pairs ก็มอบโอกาสในการทำกำไรที่สูงกว่า (High Profit Potential) สำหรับนักเทรดที่รับความเสี่ยงได้

รูปแบบการเทรด Forex

  1. Spot Trades: คือการซื้อขายทันที ณ ราคาปัจจุบัน (เป็นที่นิยมที่สุดสำหรับรายย่อย)
  2. Forward Trades: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตกลงราคากันวันนี้ แต่ส่งมอบในอนาคต
  3. Futures Trades: คล้ายกับ Forward แต่เป็นสัญญามาตรฐานที่มีวันหมดอายุชัดเจน

รูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มนี้คือ Spot Trades (การซื้อขายทันที) คือการคำสั่งซื้อขายแบบทันที (Instant Orders) ซึ่งหมายความว่าคุณทำการซื้อที่ราคาตลาดปัจจุบัน (Available Price) และได้รับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในทันที ความรวดเร็วและเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้ Spot Trades เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์แบบและเหมาะสมที่สุดสำหรับตลาด Forex

ในทางกลับกัน Forward Trades และ Future Trades มีกลไกการทำงานที่แตกต่างออกไป โดยเป็นการตกลงซื้อและขายที่จะมีผลในอนาคต

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาด Forex

ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อตลาด Forex อย่างมากคือ การค้าระหว่างประเทศ และ ดุลการค้า ของแต่ละประเทศ ซึ่งกลไกของ อุปสงค์ (Supply) และอุปทาน (Demand) ถือเป็นตัวละครเอกในเรื่องนี้

1. ดุลการค้า (Balance of Trade)

ดุลการค้า หมายถึง ส่วนต่างระหว่างมูลค่าสินค้าที่ประเทศหนึ่ง "นำเข้า" เปรียบเทียบกับที่ "ส่งออก"

  • การเกินดุลการค้า (Trade Surplus): เกิดขึ้นเมื่อประเทศส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้า
  • การขาดดุลการค้า (Trade Deficit): เกิดขึ้นเมื่อประเทศนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก

โดยปกติแล้ว ประเทศที่ส่งออกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกสูง มักจะมีแนวโน้มที่ค่าเงินจะ "แข็งค่าขึ้น" (Appreciate) เพราะต่างชาติมีความต้องการซื้อสกุลเงินนั้นเพื่อนำไปจ่ายค่าสินค้า

2. อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)

อัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคา Forex:

  • หากเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ค่าเงินของประเทศนั้นมักจะ "ด้อยค่าลง" (Devalued)
  • ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อต่ำ สกุลเงินนั้นมักจะมีแนวโน้ม แข็งค่าขึ้น ในระยะยาว

3. ข่าวสารและเหตุการณ์ทางการเมือง (News & Political Events)

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรดคือ การติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่สามารถเขย่าราคาค่าเงินได้อย่างรุนแรง อาจเป็นเหตุการณ์ตามวาระปกติ เช่น การเลือกตั้ง หรือเหตุการณ์รุนแรง เช่น ความไม่สงบทางการเมือง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเหตุการณ์ Brexit: นับตั้งแต่การลงประชามติปี 2016 เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ได้สูญเสียมูลค่าไปพอสมควร เนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ผสมกับความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศอื่นๆ

4. รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจ (Economic Reports)

รายงานเศรษฐกิจและการจ้างงานมีน้ำหนักอย่างมากต่อตลาด เช่น หากรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง ก็มักจะผลักดันให้ค่าเงินดอลลาร์ (USD) พุ่งสูงขึ้น

ไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียวที่กำหนดราคาของสกุลเงินได้ แต่เป็นภาพรวมทางเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศนั้นๆ ที่จะเป็นตัวกำหนดมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงิน

คำศัพท์ Forex ที่ควรรู้

ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเทรดจริง การทำความเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานเหล่านี้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพื่อให้คุณไม่สับสนเมื่อเข้าสู่ตลาด นี่คือคำศัพท์ยอดนิยมที่คุณต้องเจอ

  • Ask (ราคาเสนอขาย): คือราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อ "ซื้อ" (Buy) คู่เงินนั้นๆ (บางครั้งเรียกว่า Offer)
  • Bid (ราคาเสนอซื้อ): คือราคาที่คุณจะได้เมื่อคุณต้องการ "ขาย" (Sell) คู่เงินนั้นๆ
  • Leverage (เลเวอเรจ): การใช้เงินทุนที่ "ยืม" มาจากโบรกเกอร์เพื่อช่วยให้คุณสามารถเปิดออเดอร์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนจริงที่คุณมีได้
  • Margin (มาร์จิ้น): จำนวนเงินในบัญชีของคุณที่ถูกกันไว้เพื่อใช้เป็น "หลักประกัน" ในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง
  • Spread (สเปรด): ส่วนต่างระหว่างราคาขาย (Bid) และราคาซื้อ (Ask) ของคู่เงิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนในการเทรดอย่างหนึ่ง
  • Lot size (ขนาดล็อต): หน่วยวัดมาตรฐานของปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex
  • Central bank (ธนาคารกลาง): หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำหนดและบริหารนโยบายการเงินของประเทศ (ตัวอย่างเช่น Federal Reserve หรือ Fed ของสหรัฐอเมริกา)
  • Commission (ค่าคอมมิชชั่น): ค่าธรรมเนียมแบบคงที่ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากการทำธุรกรรม
  • Broker (โบรกเกอร์): ตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างนักลงทุนรายย่อยกับตลาด Forex เพื่อให้เกิดการซื้อขาย
  • Inflation (เงินเฟ้อ): ภาวะที่ต้นทุนราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น
  • Foreign exchange volatility (ความผันผวน): ตัวชี้วัดระดับการแกว่งตัวของราคาในตลาดว่ามีการเคลื่อนไหวรุนแรงหรือขึ้นลงมากน้อยเพียงใด
  • Base currency (สกุลเงินหลัก): สกุลเงิน "ตัวแรก" ที่ปรากฏในชื่อคู่เงิน
  • Quote currency (สกุลเงินรอง): สกุลเงิน "ตัวที่สอง" ที่ปรากฏในชื่อคู่เงิน

แม้ว่าจะมีคำศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์และ Forex อื่นๆ อีกมากมายที่คุณอาจต้องเรียนรู้เพิ่มเติมในอนาคต แต่การเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานเหล่านี้ให้ถ่องแท้ ก็เพียงพอที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นเส้นทางการเทรดได้อย่างมั่นใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

เราได้รวบรวมคำถามยอดฮิตที่นักเทรดมือใหม่มักถามกันเข้ามา มาไขข้อข้องใจกันเลย

1. ตลาด Forex มีการกำกับดูแลตามกฎหมายหรือไม่? (Are the Forex Markets Regulated?)

มี แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ในหลายประเทศมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อคุ้มครองนักลงทุน:

  • สหรัฐอเมริกา: ดูแลโดย CFTC และ NFA
  • สหราชอาณาจักร: ดูแลโดย FCA (Financial Conduct Authority)
  • ยุโรป/ไซปรัส: ดูแลโดย CySEC (Cyprus Securities & Exchange Commission) ซึ่งใบอนุญาตนี้สามารถใช้ให้บริการครอบคลุมไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ (Passporting rights)

2. ทำไมการเทรด Forex ถึงได้รับความนิยมสูง?

เพราะมันสามารถสร้างรายได้เสริมได้จริง (หากคุณมีความรู้และเข้าใจความเสี่ยง) จุดเด่นคือตลาดที่เปิดให้เทรดแบบเกือบจะ Non-stop และในปัจจุบันโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มี แอปพลิเคชันบนมือถือ ทำให้การเข้าถึงตลาดเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายมาก สำหรับนักเทรดจำนวนมาก ประโยชน์ที่ได้จาก Forex นั้นมีน้ำหนักมากกว่าข้อเสีย

3. Forex คือหนทางรวยทางลัดใช่ไหม?

ไม่ใช่เลย Forex ห่างไกลจากคำว่า "รวยเร็วในข้ามคืน" มาก การเทรดค่าเงินต้องอาศัย ความอดทน และไม่เหมาะกับคนที่ใช้อารมณ์วู่วาม นักเทรดที่ประสบความสำเร็จจะโฟกัสที่เทรนด์ใหญ่ และไม่ตื่นตระหนกกับความผันผวนรายวัน

คำเตือน: จงระวังใครก็ตามที่มาการันตีความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน เพราะนั่นมักไม่ใช่เรื่องจริง

4. ถ้าไม่มีพื้นฐานด้านการเงินเลย จะเทรดได้ไหม?

ได้แน่นอน คุณไม่จำเป็นต้องจบเศรษฐศาสตร์หรือมีประสบการณ์มาก่อนเพื่อที่จะเริ่มเทรด หากคุณต้องการข้อมูลเชิงลึก คุณสามารถศึกษาบทวิเคราะห์ตลาดจาก Trading Central หรือใช้เครื่องมืออย่างแอปTIOsignals เพื่อรับข้อมูลข่าวสารผ่านพอร์ทัลออนไลน์หรืออีเมลได้ง่ายๆ

5. แพลตฟอร์มการเทรดคืออะไร และทำไมต้องใช้?

ในการเทรด Forex คุณจำเป็นต้องดาวน์โหลด แพลตฟอร์มการเทรดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการส่งคำสั่งซื้อขาย

ยอดนิยมที่สุด: คือ MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) ซึ่งใช้งานได้ดีทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ

MT5 เป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่า มาพร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ที่ดีขึ้นและระบบเทรดอัตโนมัติ แต่ทั้งสองแพลตฟอร์มก็มีความปลอดภัยสูงในการซื้อขายเช่นกัน

หากคุณลังเลว่าจะเลือกอันไหนดี ลองเข้าไปดู คู่มือเปรียบเทียบระหว่าง MT4 และ MT5 ของเราเพื่อช่วยตัดสินใจได้

พร้อมเริ่มต้นเทรด Forex หรือยัง?

ตอนนี้คุณคงเห็นภาพรวมแล้วว่า Forex คืออะไร แม้จะต้องใช้ความรู้และการลงทุน แต่โอกาสทำกำไรก็เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเอื้ออำนวยแบบนี้

ที่ TIOmarkets เราทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย สมัครเปิดบัญชีวันนี้แล้วก้าวเข้าสู่ตลาดการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไปพร้อมกับเรา

Inline Question Image

คำสงวนความรับผิด: สัญญาการซื้อขายส่วนต่าง เป็นตราสารที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินอย่างรวดเร็วจากเลเวอเรจ คุณควรพิจารณาว่าคุณเข้าใจถึงระบบการทำงานของ สัญญาการซื้อขายส่วนต่าง และพร้อมรับความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียเงินแล้วหรือไม่ อย่าฝากมากกว่าจำนวนเงินที่คุณพร้อมจะสูญเสีย การขาดทุนของลูกค้ามืออาชีพอาจมากกว่าเงินฝากของพวกเขา โปรดดูนโยบายคำเตือนความเสี่ยงของเราและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระหากคุณไม่เข้าใจส่วนใด ข้อมูลนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่หรือใช้โดยผู้ที่อาศัยอยู่ในบางประเทศ/เขตอำนาจศาล โดยรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง สหรัฐอเมริกาและ OFAC บริษัทมีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายชื่อประเทศข้างต้นตามดุลยพินิจของตนเอง

Join us on social media

image-959fe1934afa64985bb67e820d8fc8930405af25-800x800-png
TIOmarkets (ไทยi)

เบื้องหลังทุกบทความในบล็อก คือประสบการณ์ร่วมของทีมงานมืออาชีพและผู้ที่หลงใหลในตลาดการเงินที่ TIOmarkets เราคือทีมงานที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นในการให้ความรู้เกี่ยวกับการเทรดและการวิเคราะห์ตลาดการเงินแก่คุณ เป้าหมายของเราคือส่งมอบความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้คุณมีความมั่นใจในการเทรดในตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

24/7 Live Chat